หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ตัวอย่างสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณในการป้องกันและบรรเทาอาการหวัด


- กระเทียม มีสาร "อัลลิซิน" (allicin) ซึ่งมีกลิ่นฉุน ฆ่าเชื้อได้ ส่วนกระเทียมโทน มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้ดีกว่า "เพนนิซิลลิน" และ "เตตร้าซัยคลิน" ที่เป็นยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) ที่ใช้โดยทั่วไป นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อที่เป็นสาเหตุของท้องเสีย แผลติดเชื้อ วัณโรค ไทฟอยด์ และกลากเกลื้อน


 - ขิง มีสารประกอบให้รสเผ็ดอร่อยอย่าง "จินเจอรอล" และ "โชกาออล" ช่วยบรรเทาหวัดและไข้หวัดใหญ่ ซึ่งสามารถนำมาปรุงผ่านความร้อนหรือรับประทานสด นอกจากนี้ยังบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้และวิงเวียนศีรษะได้อีกด้วย


- มะขามป้อม ในส่วนที่กินได้ 100 กรัม มะขามป้อมมีวิตามินซี 276 มิลลิกรัม สามารถนำเนื้อผลแห้งหรือสดมารับประทานเพื่อขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ นอกจากนี้ ถ้านำผลแห้งมาต้มดื่มจะช่วยแก้ไข้


 - กะหล่ำปลี ถ้าดิบจะมีวิตามินซีสูงที่สุด โดยเฉพาะกะหล่ำดาวที่ 1 ถ้วย มีวิตามินซีถึง 97 มิลลิกรัม แถมยังมีสารต้านมะเร็งหลายตัว ช่วยลดโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ได้ โดยรับประทานได้ทั้งสดและปรุงสุก แต่ไม่ควรกินแบบสดๆ ในปริมาณมากๆ เพราะสาร "กอยโตรเจน" (Goitrogen) จะไปขัดขวางการทำงานของต่อมไทรอยด์ ทำให้ร่างกายขาดไอโอดีน หากปรุงสุกกอยโตรเจนจะสลายไป


 - ฟ้าทะลายโจร เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมในการบรรเทาและรักษาอาการเจ็บคอ ซึ่งเคยมีการศึกษาระบุถึงประสิทธิผลในการบรรเทาอาการหวัด ต่อมทอนซิลอักเสบ มีคุณสมบัติแก้ไข้ และต้านการอักเสบ เนื่องจากมีสาร "แอนโดรกราโฟไลด์" เป็นส่วนประกอบสำคัญ
เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันการแพทย์แผนไทยทดลองให้ยาเม็ดสารสกัด
ฟ้าทะลายโจรแก่ผู้ป่วยไข้หวัด พบว่าอาการไอ เสมหะ น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดหู นอนไม่หลับและเจ็บคอลดลง


 - พริก มีวิตามินซีและสารที่ทำให้เกิดรสเผ็ดที่เรียกว่า "แคปไซซิน" (Capsaicin) ช่วยบรรเทาให้ระบบทางเดินหายใจโล่งขึ้นและโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังลดลง
นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและกระตุ้นการสร้างสาร "ไนตริกออกไซด์" ที่ช่วยขยายและเสริมสร้างความแข็งแรงให้หลอดเลือด ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย

สมุนไพรไทยจึงไม่เพียงช่วยเพิ่มรสอร่อยในอาหาร หากยังช่วยต้านโรคภัยได้อย่างมหัศจรรย์
 

วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สมุนไพรไทย กับการลดน้ำหนัก อย่างปลอดภัย

การรับประทานอาหารมากเกินความต้องการ   ร่างกายก็จะเปลี่ยนสารอาหารส่วนที่เกิดนั้นไว้ในรูปของไขมัน   สะสมตามสะโพก   ต้นขา  เป็นต้น  การเป็นคนอ้วนก่อให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในตนเอง  และยังมีโรคแทรกซ้อนอีกเช่น  ข้อเสื่อม เบาหวาน ความดันโลหิตสูง การดูแลสุขภาพให้ดีตั้งแต่การควบคุมอาหารและออกกำลังกาย
          หากจำเป็นต้องพึงยาลดความอ้วนนอกเหนือจากยาแผนปัจจุบันแล้ว  ด้านความปลอดภัยสมุนไพรเพื่อช่วยลดน้ำหนักก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง  ที่กำลังนิยมกันเนื่องจากความเชื่อมั่นเกี่ยวกับความปลอดภัย กลุ่มของพืชสมุนไพรไทย หรือวัตถุดิบก่อนนำมาสกัดเป็นยานั้น มีหลายอย่างด้วยกัน ดังนี้ คือ
          ใบมะขามแขก  :  ช่วยระบายท้อง โดยอาศัยผลข้างเคียงของระบายท้องทำให้น้ำหนักลดได้  เนื่องจากการเคลื่อนไหวตัวของลำไส้ที่มากๆ  จะทำให้อาหารและไขมันดูดซึมได้น้อยลง
          เมล็ดเทียนเกล็ดหอย  :  พืชที่ให้ใยอาหาร ซึ่งจะพบว่าทำให้โคเลสเตอร์รอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในกระแสโลหิตลดลง   และมีสารไฟเบอร์ธรรมชาติ  ซึ่งมีโมเลกุลขนาดใหญ่ช่วยเป็นกากอาหารและโดยโครงสร้าง ของไฟเบอร์เองก็จะดูดขับสารอาหารที่มีขนาดเล็กกว่าไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย
          เนื้อในฝักคูณ  :  ใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ  ปัจจุบันพบว่ามีสารแอนทราควิโนน ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ และมีฤทธิ์ลดไขมันในเส้นเลือดได้
          การนำสมุนไพรหลายๆ  ตัวเข้ามารวมกัน  เพือเป็นการเสริมฤทธิ์กัน  และเพื่อลดอาการข้างเคียง จึงมีการเติมกากพลูช่วยขับลมไปด้วย จึงไม่มีอาการปวดมวนท้อง เป็นยาระบายอ่อน   นอกจากนี้เพื่อเป็นการง่ายต่อการรับประทาน  ได้ผ่านกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่สกัดออกมา ทั้งชนิดเม็ด และแค๊ปซูล หาซื้อง่ายตามร้านขายยาทั่วไป
          เท่านี้คุณก็สามารถลดความอ้วน อย่างปลอดภัย ด้วยสมุนไพร

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ใช้สมุนไพรไทย ปรับธาตุให้สมดุล


      เอ่ยชื่ออาจารย์ประกอบ อุบลขาว ในแวดวงการแพทย์แผนไทยล้วนรู้จักท่านเป็นอย่างดี ได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์หมอแผนไทยทางภาคใต้ ซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั่วประเทศ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้มีโอกาสเจออาจารย์ ก็ได้ถามท่านว่าหมอแผนไทยจะรับมืออย่างไรดีกับไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งอาจารย์แนะว่าให้ใช้ยาปรับธาตุตามฤดูกาลบำรุงร่างกาย  อย่างในฤดูฝนก็ดื่มน้ำตรีกฏุกเป็นหลัก ขับไล่ลมให้เดินสะดวก ช่วยให้ร่างกายทำงานได้ปกติ ร่างกายก็แข็งแรงไม่เจ็บไม่ป่วย หรือแนะดื่มน้ำตะไคร้ ช่วยขับลม ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ เป็นการช่วยขับสิ่งไม่พึงประสงค์ที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายออกทางเหงื่อและปัสสาวะ เป็นหลักการง่ายๆ ปรับธาตุเจ้าเรือนให้สมดุล ใช้เครื่องดื่มสมุนไพรและอาหารผักพื้นบ้านให้สอดคล้องกับธาตุเจ้าเรือนและฤดูกาล
          ธาตุดิน เกิดเดือน ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม  กิน ฝาด หวาน มัน เค็ม     
          ธาตุน้ำ เกิดเดือน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน กิน เปรี้ยว ขม     
          ธาตุลม เกิดเดือน เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กิน เผ็ดร้อน     
          ธาตุไฟ เกิดเดือน มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม กิน ขม เย็น จืด 
ฤดูฝน เจ็บป่วยจากธาตุลม ปวดเมื่อยเนื้อตัว ขับถ่ายไม่ออก หายใจติดขัด แน่นหน้าอก แนะกินน้ำขิง ตะไคร้ กระชาย หรือผัดฉ่า ผัดขิง ต้มยำน้ำใส ปรับธาตุลมให้เดินสะดวก ขับเคลื่อนการทำงานของธาตุอื่นๆ
ฤดูหนาว เจ็บป่วยจากธาตุน้ำ อากาศเย็น ทำให้หายใจเอาความเย็นเข้าไป เกิดปอดบวม เป็นไข้หวัดได้งาย เสมหะกำเริบ ใช้รสเปรี้ยวของน้ำส้ม มะนาว กระเจี๊ยบ หรืออาหารประเภทยำที่มีรสเปรี้ยวนำ ปรับธาตุน้ำ      
ฤดูร้อน เจ็บป่วยจากธาตุไฟเป็นเหตุ มักร้อนใน กระหายน้ำ เบื่ออาหาร ใช้รสขมบำรุงธาตุไฟ อย่างน้ำใบบัวบก หรือร้อนเกินไปใช้น้ำที่มีรสเย็น จืด ดับไฟ เช่น แตงโม อาหารที่เด่นในฤดูนี้ก็มีข้าวแช่       
 หรือในระหว่างวันตลอด 24 ชั่วโมงก็ยังแบ่งย่อยได้อีก สามารถเลือกหาน้ำสมุนไพรปรับธาตุในประจำวันได้ คือ
ช่วงเช้าเวลา 06.00 - 10.00 น. มักมีอาการของธาตุน้ำกำเริบ เช่น เจ็บคอ มีเสมหะเหนียวข้น แนะดื่มน้ำที่มีรสเปรี้ยวปรับ 
ช่วงสายเวลา 10.00 - 14.00 น. เป็นเวลาที่ธาตุไฟทำงาน น้ำย่อยเรียกหาอาหาร ก็ต้องกินอาหารให้ตรงเวลา ธาตุไฟในร่างกายโดดเด่นกว่าธาตุอื่น อาจใช้น้ำสมุนไพร ใบบัวบก ใบเตย ปรับธาตุ     
ช่วงเวลา 14.00 - 18.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ลมมาแทนที่ ได้เวลาลมสว้าน แน่นหน้าอก หาวเรอ ลมพิการ ไม่อยากทำงานอยากนอนท่าเดียว แน่นหน้าอกมากเข้าก็พานลมจับ ก็ต้องใช้น้ำที่มีรสเผ็ดร้อนอย่าง ขิง ข่า ตะไคร้ ตามใจชอบ หรือละลายยาหอมชงดื่มช่วยให้ลมทำงาน     
           หลักการอย่างนี้แนะตามหลักทฤษฎีการแพทย์แผนไทย ดูเหมือนจะป่วยแต่ไม่ป่วย ซึ่งถ้าเข้าใจในหลักการดูแลสุขภาพตนเอง ก็สามารถเลือกหาเครื่องดื่มหรืออาหารช่วยตัวเองได้ด้วยวิธีง่ายๆ
      สำหรับเทคนิคการดูแลสุขภาพ แนะนำให้ใช้สมุนไพรที่หาได้ง่ายๆ ไม่ต้องใช้ตัวยาหลายตัว ได้แก่
 ปวดตามข้อ ใช้กระเทียมดองน้ำผึ้งอย่างน้อย 7 วัน กินวันละ 5 - 6 กลีบ
 แก้ปวดหัวข้างเดียว (ไมเกรน) กระเทียม 10 - 20  กลีบ กินสด
โรคหอบ เอาใบมะขาม 3 ถ้วย หัวกระเทียม 1 ถ้วย พริกไทย 1 ถ้วย ยาดำ 1 ถ้วย เกลือทะเล 1 ถ้วย เถาบอระเพ็ด 1 ถ้วย ตำให้แหลกปั้นเป็นเม็ดกิน
นอนไม่หลับ เอาผิวมะกรูด รากชะเอม เฉียงพร้า ไพล ขมิ้นอ้อย น้ำหนักเท่ากัน บดเป็นผงชงละลายน้ำร้อนหรือต้มรับประทาน
 ความดันโลหิตสูง เอาตะไคร้ทั้งใบ ต้น ราก จำนวน 5 ต้นต้มกิน
 มีอาการขี้หลงขี้ลืม เอาพริกไทยขาวบดชงกับน้ำร้อนกิน
 แก้เหนื่อยมาก เอาใบมะกอกเพสลาด 1 กำมือ ตำให้แหลกผสมน้ำซาวข้าว คั้นเอาน้ำกิน
 แก้ทอนซิลอักเสบ เอาใบหนุมานประสานกาย 7 ใบ ต้มกินน้ำหรือเคี้ยวอม
 ปัสสาวะไม่ออก เอาผักบุ้งแดงต้มกับน้ำตาลทรายแดงกิน    
           ภูมิปัญญาชาวบ้านอันน่าทึ่งหลายๆ เรื่อง ได้แก่ ดับเปรี้ยวด้วยรสเปรี้ยว เนื้อมะขามแพ้น้ำมะนาว สับปะรดเปรี้ยวแพ้น้ำส้มสายชู ใช้น้ำมันมะพร้าวทาที่สันจมูกแก้อาการหายใจไม่ออก ถ้าถูกหมามุ่ยคันให้กินลูกมะขามป้อมแก้ และน้ำส้มสายชูนอกจากให้ความเปรี้ยวยังได้ประโยชน์หลายอย่าง สะอึกไม่หยุดให้ดื่มน้ำส้มสายชู 1 ถ้วยเล็ก นอนไม่หลับ ใช้น้ำสุกเย็น 1 ถ้วย ใส่น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ ดื่มก่อนเข้านอนจะหลับสบาย เมารถเมาเรือ เหยาะน้ำส้มสายชูลงในน้ำดื่ม หายจากอาการเมา และถ้าเป็นกลากเกลื้อน ใช้น้ำส้มสายชูทาวันละ 3 ครั้งจนหาย



  
 


วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ราศีเกิดกับน้ำสมุนไพรไทย

             ในทาง โหราศาสตร์ได้จัดแบ่งราศีเกิดของคนเราตามการหมุนของดวง อาทิตย์ไว้ 12 ราศี แต่ละราศีจะเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของแต่ละคน และมี ผลต่อร่างกายของคนเราซึ่งประกอบไปด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ
บุคคลแต่ละคนจะมีธาตุหนึ่งธาตุใดในร่างกายเด่นชัดออกมา และจะแสดงออกเป็นบุคลิก นิสัย ใจคอ อารมณ์รวมทั้งพฤติกรรมการเลือก บริโภคอาหารให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลได้ ซึ่งราศีเกิด แต่ละคนสามารถพิจารณาจากวันเดือนเกิดของตัวเองได้ ดังนี้ 

  1. ผู้ที่เกิดราศีเมษ     ระหว่างวันที่ 13 เมย 13 พค ราศีแกิดเป็น ธาตุไฟ (หรือผู้มีลัคนาอยู่ราศีเมษ)
  2. ผู้ที่เกิดราศีพฤษภ  ระหว่างวันที่ 14 พค 14 มิย ราศีเกิดเป็น ธาตุดิน  (หรือผู้มีลัคนาอยู่ราศีพฤษภ)
  3. ผู้ที่เกิดราศีเมถุน    ระหว่างวันที่ 15 มิย 15 กค ราศีเกิดเป็น ธาตุลม  (หรือผู้มีลัคMาอยู่ราศีเมถุน)
  4. ผู้ที่เกิดราศีกรกฏ   ระหว่างวันที่ 16 กค 16 สค ราศีเกิดเป็น ธาตุน้ำ  (หรือผู้มีลัคนาอยู่ราศีกรกฏ)
  5. ผู้ที่เกิดราศีสิงห์      ระหว่างวันที่ 17 สค 16 กย ราศีเกิดเป็น ธาตุไฟ  (หรือผู้มีลัคนาอยู่ราศีสิงห์)
  6. ผู้ที่เกิดราศีกันย์     ระหว่างวันที่ 17 กย 16 ตค ราศีเกิดเป็น ธาตุดิน  (หรือผู้มีลัคนาอยู่ราศีกันย์)
  7. ผู้ที่เกิดราศีตุลย์     ระหว่างวันที่ 17 ตค 15 พย ราศีเกิดเป็น ธาตุลม  (หรือผู้มีลัคนาอยู่ราศีตุลย์)
  8. ผู้ที่เกิดราศีพิจิก     ระหว่างวันที่ 16 พย 15 ธค ราศีเกิดเป็น ธาตุน้ำ  (หรือผู้มีลัคนาอยู่ราศีพิจิก)
  9. ผู้ที่เกิดราศีธนู       ระหว่างวันที่ 16 ธค 13 มค ราศีเกิดเป็น ธาตุไฟ  (หรือผู้มีลัคนาอยู่ราศีธนู)
10. ผู้ที่เกิดราศีมังกร    ระหว่างวันที่ 14 มค 12 กพ ราศีเกิดเป็น ธาตุดิน  (หรือผู้มีลัคนาอยู่ราศีมังกร)
11. ผู้ที่เกิดราศีกุมภ์     ระหว่างวันที่ 13 กพ 13 มีค ราศีเกิดเป็น ธาตุลม  (หรือผู้มีลัคนาอยู่ราศีกุมภ์)
12. ผู้ที่เกิดราศีมีน       ระหว่างวันที่ 14 มีค 12 เมย ราศีเกิดเป็น ธาตุน้ำ (หรือผู้มีลัคนาอยู่ราศีมีน)



ธาตุดิน
มักชอบดื่มน้ำผักและผลไม้ที่มีรสฝาด รสหวานรสมันและ รสเค็ม
-รสฝาด เช่น น้ำฝรั่ง น้ำมะตูม น้ำกระท้อน น้ำมะกอก น้ำมะขาม น้ำลูกหว้า
-รสหวาน เช่น น้ำแตงโม น้ำมะละกอ น้ำกล้วยหอม น้ำขนุน น้ำเงาะ น้ำน้อยหน่า น้ำละมุดฝรั่ง น้ำลำใย น้ำอ้อย
-รสมัน เช่น น้ำกระจับ น้ำข้าวโพด น้ำฟักทอง น้ำแห้ว



ธาตุน้ำ
มักจะชอบดื่มน้ำผักและผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว รสขม
- รสเปรี้ยว เช่น น้ำมะขาม น้ำมะนาว น้ำกระเจี๊ยบแดง น้ำมะยม น้ำส้มโอ น้ำมังคุด น้ำมะเขือเทศ น้ำสับปะรด น้ำส้มเขียวหวาน น้ำลังสาด น้ำลิ้นจี่ น้ำเชอรี่ น้ำองุ่น น้ำชมพู่ น้ำทับทิม น้ำพุทรา น้ำสตอเบอรี่ น้ำมะขวิด น้ำมะปราง น้ำมะเฟือง น้ำมะไฟ น้ำมะม่วง
- รสขม เช่น น้ำมะระขี้นก น้ำเห็ดหลินจือ น้าใบบัวบก



ธาตุลม
มักจะชอบดื่มน้ำผักผลไม้ที่มีรสเผ็ดร้อน
-รสเผ็ดร้อน เช่น น้ำกระเพราแดง น้ำขิง น้ำตะไคร้



ธาตุไฟ
มักชอบดื่มน้ำผักและผลไม้ที่มีรสหอมเย็น (สุขุม) รสจืด
-รสหอมเย็น (สุขุม) เช่น น้ำลูกเดือย น้ำเม็ดแมงลัก น้ำอาร์ซี น้ำแตงไทย น้ำมะพร้าว น้ำรากบัว น้ำลูกจาก น้ำลูกตาลอ่อน
- รสจืด เช่นน้ำผักคะถ้าน้ำผักตำลึงน้ำแตงกวา น้ำคึ่นช่าย น้ำดอกคำฝอย น้ำว่านหางจระเข้ น้ำกระหล่ำปลี น้ำผักกวางตุ้ง



สรุป
ไม่ว่าจะเกิดราศีใดก็ตามไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำสมุนไพรเฉพาะธาตุ ราศีเกิดของตัวเองเท่านั้น แต่ควรดื่มน้ำสมุนไพรรสชาติอื่น ๆ ด้วย เพราะถ้า หากเราดื่มน้ำสมุนไพรตามธาตุหนึ่งธาตุใดน้อยหรือมากเกินไป จะทำให้ ร่างกายเกิดการเจ็บป่วยได้เช่นกัน ดังนั้นควรดื่มน้ำสมุนไพรครบทั้ง 4 ธาตุ เพื่อช่วยให้ร่างกายได้สารอาหารหลาย ๆ ชนิด

วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สมุนไพรในอาหารไทย

         
                   ประเทศไทยทำอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก พืชผักที่นำมาประกอบอาหารก็ได้จากการ เพาะปลูก ซึ่งล้วนแล้วแต่มีประโยชน์เป็นพืชผักสมุนไพรที่ใช้ปรุงอาหารและมีประโยชน์ทางยาตามภูมิปัญญาของคนเฒ่าคนแก่มักให้ลูก หลานกินพืชกินผักมากๆ หรือนำปรุงเป็นอาหารให้กินกันเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆสมุนไพรในอาหารล้วนแต่มีประโยชน์คนเฒ่าคนแก่ถึงอยากให้ลูกหลานได้ทานกันเยอะๆอาหารไทยมีเครื่องเทศสมุนไพรต่างๆ ผสมกันอย่างลงตัว อาหารแต่ละชนิดจึงมีรสชาติเฉพาะตัวเฉพาะอย่าง เช่น มัสมั่นกับแกงเผ็ดจะต่างกันที่เครื่องเทศที่ใส่โดยมัสมั่น เน้นที่เครื่องเทศประเภทลูกผักชี ยี่หร่า ลูกกระวาน ส่วนแกงเผ็ดจะเน้นสมุนไพรจำพวก ข่า ตะไคร้ มะกรูด หอมแดง เป็นต้น อาหารบางชนิดใส่เครื่องเทศและสมุนไพรเพื่อดับ กลิ่นเนื้อสัตว์ที่มีกลิ่นแรงการกินพืชผักต่างๆ นอกจากจะช่วยให้เรามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและยังเป็นสมุนไพร รักษาโรคต่างๆได้อีก สิ่งเหล่านี้เป็นเทคนิคทำให้อาหารไทยมีเสน่ห์มาตลอด

เครื่องเทศสมุนไพรในครัวไทย


          เราเคยนำเสนอเรื่องราวของสมุนไพรในอาหารไทยไปแล้ว วันนี้จึงอยากมาต่อยอดถึงเรื่องสมุนไพรในครัวแบบไทยๆกันบ้าง ประเทศไทยมีภูมิอากาศที่เหมาะกับการเพาะปลูก ทำให้มีพืชผักอุดมสมบูรณ์ทุกฤดูกาล บวกกับภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่รู้จักหยิบจับประโยชน์จากพืชพันธุ์ไกลตัวมาเป็นยา รักษาโรค รวมทั้งเป็นอาหารเลิศรส ซึ่งใช้สมุนไพรมาปรุง รสชาติและแต่งกลิ่นให้ซวนลิ้มลองด้วยเครื่องเทศจนส่งกลิ่นหอมขจรขจาย ไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้น แต่ยังหอมฟ้งไปถึง ต่างแดนจนใครต่อใครพากันหลงเสน่ห์อาหารไทยกันไปหมด อาหารไทยหลากหลายเมนูมีส่วนประกอบไปด้วยสมุนไพร และเครื่องเทศ ซึ่งแต่ละเมนูมักจะมีสมุนไพรหรือเครื่องเทศไม่น้อย กว่าหนึ่งชนิดเป็นส่วนผสมรวมอยู่ด้วยเสมอ และนั้นอาจเรียก ว่าเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทยเลยก็ว่าได้ ทั้งนี้สมุนไพรและ เครื่องเทศแต่ละชนิดก็มีความแตกต่างกันที่รสชาติ กลิ่น และสีสัน ตลอดจนสรรพคุณที่จำแนกแยกย่อยกันออกไป

ความต่างระหว่าง สมุนไพรกับเครื่องเทศ
          หลายคนสงสัยว่าสมุนไพรกับเครื่องเทศนั้นแตกต่างกัน อย่างไร บางคนคิดว่าสมุนไพรคือพืชสดที่นำมาปรุงอาหารและ ใช้ทำยาไทย ส่วนเครื่องเทศเป็นพืชที่ถูกทำให้แห้งก่อนนำมาปรุง
หอมกรุ่นเครื่องเทศ
          ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ไดให้ ความหมายของคาว่า เครื่องเทศ ว่าของหอมฉุนและเผ็ดร้อนที่ได้ มาจากพืช โดยมากมาจากด่างประเทศ สำหรับใช้ทำยาไทยและ ปรุงอาหาร เข่น ลูกผักชี ยี่หร่าถิ่นกำเนิดเครื่องเทศอยู่ในเขตร้อนหรือกึ่งร้อน พบมาก ในป่าดงดิบ บางชนิดชอบขนตามบริเวณที่เป็นเกาะใกล้ทะเล เช่น อินเดีย ศรีลังกา รวมถึงประเทศไทยแถบจังหวัดจันทบุรี ตราด แต่ถ้าพูดถึงยุคที่เครื่องเทศเฟืองฟูที่สุดต้องย้อนไปเมื่อ 1,700 ปีก่อน เป็นยุคที่เครื่องเทศเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะยุโรป เพราะในยุคนั้นยังไม่มีเครื่องทำความเย็น เก็บรักษาอาหารสด การใช้เครื่องเทศหมักอาหารนับเป็นการ ถนอมอาหารที่ไต้ผล เพราะเครื่องเทศมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ แบคทีเรียซึ่งเป็นตัวทำให้อาหารบูดเน่า อีกทั้งยังทำให้อาหารมี กลิ่นหอมชวนกินด้วย

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สรรพคุณสมุนไพรแบ่งตามกลุ่มอาการ


กลุ่มยาลดไขมันในเส้นเลือด
กระเจี๊ยบแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa  L.
ชื่อสามัญ : Jamaican Sorel, Roselle
วงศ์ Malvaceae
ชื่ออื่น : กระเจี๊ยบ  กระเจี๊ยบเปรี้ย  ผักเก็งเค็ง  ส้มเก็งเค็ง  ส้มตะเลงเครง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม สูง 50-180 ซม. มีหลายพันธุ์ ลำต้นสีม่วงแดง ใบเดี่ยว รูปฝ่ามือ 3 หรือ 5 แฉก กว้างและยาวใกล้เคียงกัน 8-15 ซม. ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีชมพูหรือเหลืองบริเวณกลางดอกสีม่วงแดง เกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ผลเป็นผลแห้ง แตกได้ มีกลีบเลี้ยงสีแดงฉ่ำน้ำหุ้มไว้
สรรพคุณ : กลีบเลี้ยงของดอก หรือกลีบที่เหลืออยู่ที่ผล
* เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดน้ำหนักด้วย
* ลดความดันโลหิตได้โดยไม่มีผลร้ายแต่อย่างใด
* น้ำกระเจี๊ยบทำให้ความเหนียวข้นของเลือดลดลง
* ช่วยรักษาโรคเส้นโลหิตแข็งเปราะได้ดี
*น้ำกระเจี๊ยบยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เป็นการช่วยลดความดันอีกทางหนึ่ง
* ช่วยย่อยอาหาร เพราะไม่เพิ่มการหลั่งของกรดในกระเพาะ
* เพิ่มการหลั่งน้ำดีจากตับ
* เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่น เพราะมีกรดซีตริคอยู่ด้วย
ใบ  แก้โรคพยาธิตัวจี๊ด ยากัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลำคอ ให้ลงสู่ทวารหนัก
ดอก  แก้โรคนิ่วในไต แก้โรคนิ่วในกระเพราะปัสสาวะ ขัดเบา ละลายไขมันในเส้นเลือด กัดเสมหะ ขับเมือกในลำไส้ให้ลงสู่ทวารหนัก
ผล  ลดไขมันในเส้นเลือด แก้กระหายน้ำ รักษาแผลในกระเพาะ
เมล็ด  บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ดีพิการ ขับปัสสาวะ ลดไขมันในเส้นเลือด
          นอกจากนี้ได้บ่งสรรพคุณโดยไม่ได้ระบุว่าใช้ส่วนใด ดังนี้คือ แก้อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ดีพิการ แก้ปัสสาวะพิการ แก้คอแห้งกระหายน้ำ แก้ความดันโลหิตสูง กัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลำไส้ ลดไขมันในเลือด บำรุงโลหิต ลดอุณหภูมิในร่างกาย แก้โรคเบาหวาน แก้เส้นเลือดตีบตัน          นอกจากใช้เดี่ยวๆ แล้ว ยังใช้ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรอื่น ใช้ถ่ายพยาธิตัวจี๊ด
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
         
โดยนำเอากลีบเลี้ยง หรือกลีบรองดอกสีม่วงแดง ตากแห้งและบดเป็นผง ใช้ครั้งละ 1 ช้อนชา  (หนัก 3 กรัม) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วย (250 มิลลิลิตร) ดื่มเฉพาะน้ำสีแดงใส ดื่มวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการขัดเบาและอาการอื่นๆ จะหายไป
สารเคมี
  ดอก  พบ Protocatechuic acid, hibiscetin, hibicin, organic acid, malvin, gossypetin               คุณค่าด้านอาหาร:          น้ำกระเจี๊ยบแดง มีรสเปรี้ยว นำมาต้มกับน้ำ เติมน้ำตาล ดื่มแก้ร้อนใน กระหายน้ำ และช่วยป้องกันการจับตัวของไขมันในเส้นเลือดได้ และยังนำมาทำขนมเยลลี่ แยม หรือใช้เป็นสารแต่งสี ใบอ่อนของกระเจี๊ยบเป็นผักได้ หรือใช้แกงส้ม รสเปรี้ยวกำลังดี กระเจี๊ยบเปรี้ยวมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า "ส้มพอเหมาะ" ในใบมี วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ส่วนกลีบเลี้ยงและกลีบดอก มีสารแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง          น้ำกระเจี๊ยบแดงที่ได้สีแดงเข้ม สาร Anthocyanin นำไปแต่งสีอาหารตามต้องการ