ประเทศไทยทำอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก พืชผักที่นำมาประกอบอาหารก็ได้จากการ เพาะปลูก ซึ่งล้วนแล้วแต่มีประโยชน์เป็นพืชผักสมุนไพรที่ใช้ปรุงอาหารและมีประโยชน์ทางยาตามภูมิปัญญาของคนเฒ่าคนแก่มักให้ลูก หลานกินพืชกินผักมากๆ หรือนำปรุงเป็นอาหารให้กินกันเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆสมุนไพรในอาหารล้วนแต่มีประโยชน์คนเฒ่าคนแก่ถึงอยากให้ลูกหลานได้ทานกันเยอะๆอาหารไทยมีเครื่องเทศสมุนไพรต่างๆ ผสมกันอย่างลงตัว อาหารแต่ละชนิดจึงมีรสชาติเฉพาะตัวเฉพาะอย่าง เช่น มัสมั่นกับแกงเผ็ดจะต่างกันที่เครื่องเทศที่ใส่โดยมัสมั่น เน้นที่เครื่องเทศประเภทลูกผักชี ยี่หร่า ลูกกระวาน ส่วนแกงเผ็ดจะเน้นสมุนไพรจำพวก ข่า ตะไคร้ มะกรูด หอมแดง เป็นต้น อาหารบางชนิดใส่เครื่องเทศและสมุนไพรเพื่อดับ กลิ่นเนื้อสัตว์ที่มีกลิ่นแรงการกินพืชผักต่างๆ นอกจากจะช่วยให้เรามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและยังเป็นสมุนไพร รักษาโรคต่างๆได้อีก สิ่งเหล่านี้เป็นเทคนิคทำให้อาหารไทยมีเสน่ห์มาตลอด
วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
สมุนไพรในอาหารไทย
ประเทศไทยทำอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก พืชผักที่นำมาประกอบอาหารก็ได้จากการ เพาะปลูก ซึ่งล้วนแล้วแต่มีประโยชน์เป็นพืชผักสมุนไพรที่ใช้ปรุงอาหารและมีประโยชน์ทางยาตามภูมิปัญญาของคนเฒ่าคนแก่มักให้ลูก หลานกินพืชกินผักมากๆ หรือนำปรุงเป็นอาหารให้กินกันเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆสมุนไพรในอาหารล้วนแต่มีประโยชน์คนเฒ่าคนแก่ถึงอยากให้ลูกหลานได้ทานกันเยอะๆอาหารไทยมีเครื่องเทศสมุนไพรต่างๆ ผสมกันอย่างลงตัว อาหารแต่ละชนิดจึงมีรสชาติเฉพาะตัวเฉพาะอย่าง เช่น มัสมั่นกับแกงเผ็ดจะต่างกันที่เครื่องเทศที่ใส่โดยมัสมั่น เน้นที่เครื่องเทศประเภทลูกผักชี ยี่หร่า ลูกกระวาน ส่วนแกงเผ็ดจะเน้นสมุนไพรจำพวก ข่า ตะไคร้ มะกรูด หอมแดง เป็นต้น อาหารบางชนิดใส่เครื่องเทศและสมุนไพรเพื่อดับ กลิ่นเนื้อสัตว์ที่มีกลิ่นแรงการกินพืชผักต่างๆ นอกจากจะช่วยให้เรามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและยังเป็นสมุนไพร รักษาโรคต่างๆได้อีก สิ่งเหล่านี้เป็นเทคนิคทำให้อาหารไทยมีเสน่ห์มาตลอด
เครื่องเทศสมุนไพรในครัวไทย
เราเคยนำเสนอเรื่องราวของสมุนไพรในอาหารไทยไปแล้ว วันนี้จึงอยากมาต่อยอดถึงเรื่องสมุนไพรในครัวแบบไทยๆกันบ้าง ประเทศไทยมีภูมิอากาศที่เหมาะกับการเพาะปลูก ทำให้มีพืชผักอุดมสมบูรณ์ทุกฤดูกาล บวกกับภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่รู้จักหยิบจับประโยชน์จากพืชพันธุ์ไกลตัวมาเป็นยา รักษาโรค รวมทั้งเป็นอาหารเลิศรส ซึ่งใช้สมุนไพรมาปรุง รสชาติและแต่งกลิ่นให้ซวนลิ้มลองด้วยเครื่องเทศจนส่งกลิ่นหอมขจรขจาย ไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้น แต่ยังหอมฟ้งไปถึง ต่างแดนจนใครต่อใครพากันหลงเสน่ห์อาหารไทยกันไปหมด อาหารไทยหลากหลายเมนูมีส่วนประกอบไปด้วยสมุนไพร และเครื่องเทศ ซึ่งแต่ละเมนูมักจะมีสมุนไพรหรือเครื่องเทศไม่น้อย กว่าหนึ่งชนิดเป็นส่วนผสมรวมอยู่ด้วยเสมอ และนั้นอาจเรียก ว่าเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทยเลยก็ว่าได้ ทั้งนี้สมุนไพรและ เครื่องเทศแต่ละชนิดก็มีความแตกต่างกันที่รสชาติ กลิ่น และสีสัน ตลอดจนสรรพคุณที่จำแนกแยกย่อยกันออกไป
ความต่างระหว่าง สมุนไพรกับเครื่องเทศ
หลายคนสงสัยว่าสมุนไพรกับเครื่องเทศนั้นแตกต่างกัน อย่างไร บางคนคิดว่าสมุนไพรคือพืชสดที่นำมาปรุงอาหารและ ใช้ทำยาไทย ส่วนเครื่องเทศเป็นพืชที่ถูกทำให้แห้งก่อนนำมาปรุง
หอมกรุ่นเครื่องเทศ
ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ไดให้ ความหมายของคาว่า เครื่องเทศ ว่า “ของหอมฉุนและเผ็ดร้อนที่ได้ มาจากพืช โดยมากมาจากด่างประเทศ สำหรับใช้ทำยาไทยและ ปรุงอาหาร เข่น ลูกผักชี ยี่หร่า”ถิ่นกำเนิดเครื่องเทศอยู่ในเขตร้อนหรือกึ่งร้อน พบมาก ในป่าดงดิบ บางชนิดชอบขนตามบริเวณที่เป็นเกาะใกล้ทะเล เช่น อินเดีย ศรีลังกา รวมถึงประเทศไทยแถบจังหวัดจันทบุรี ตราด แต่ถ้าพูดถึงยุคที่เครื่องเทศเฟืองฟูที่สุดต้องย้อนไปเมื่อ 1,700 ปีก่อน เป็นยุคที่เครื่องเทศเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะยุโรป เพราะในยุคนั้นยังไม่มีเครื่องทำความเย็น เก็บรักษาอาหารสด การใช้เครื่องเทศหมักอาหารนับเป็นการ ถนอมอาหารที่ไต้ผล เพราะเครื่องเทศมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ แบคทีเรียซึ่งเป็นตัวทำให้อาหารบูดเน่า อีกทั้งยังทำให้อาหารมี กลิ่นหอมชวนกินด้วย
วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
สรรพคุณสมุนไพรแบ่งตามกลุ่มอาการ
กลุ่มยาลดไขมันในเส้นเลือด
กระเจี๊ยบแดง
ชื่อสามัญ : Jamaican Sorel, Roselle
วงศ์ : Malvaceae
ชื่ออื่น : กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ย ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง ส้มตะเลงเครง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม สูง 50-180 ซม. มีหลายพันธุ์ ลำต้นสีม่วงแดง ใบเดี่ยว รูปฝ่ามือ 3 หรือ 5 แฉก กว้างและยาวใกล้เคียงกัน 8-15 ซม. ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีชมพูหรือเหลืองบริเวณกลางดอกสีม่วงแดง เกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ผลเป็นผลแห้ง แตกได้ มีกลีบเลี้ยงสีแดงฉ่ำน้ำหุ้มไว้
สรรพคุณ : กลีบเลี้ยงของดอก หรือกลีบที่เหลืออยู่ที่ผล
* เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดน้ำหนักด้วย
* ลดความดันโลหิตได้โดยไม่มีผลร้ายแต่อย่างใด
* น้ำกระเจี๊ยบทำให้ความเหนียวข้นของเลือดลดลง
* ช่วยรักษาโรคเส้นโลหิตแข็งเปราะได้ดี
*น้ำกระเจี๊ยบยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เป็นการช่วยลดความดันอีกทางหนึ่ง
* ช่วยย่อยอาหาร เพราะไม่เพิ่มการหลั่งของกรดในกระเพาะ
* เพิ่มการหลั่งน้ำดีจากตับ
* เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่น เพราะมีกรดซีตริคอยู่ด้วย
ใบ แก้โรคพยาธิตัวจี๊ด ยากัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลำคอ ให้ลงสู่ทวารหนัก
ดอก แก้โรคนิ่วในไต แก้โรคนิ่วในกระเพราะปัสสาวะ ขัดเบา ละลายไขมันในเส้นเลือด กัดเสมหะ ขับเมือกในลำไส้ให้ลงสู่ทวารหนัก
ผล ลดไขมันในเส้นเลือด แก้กระหายน้ำ รักษาแผลในกระเพาะ
เมล็ด บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ดีพิการ ขับปัสสาวะ ลดไขมันในเส้นเลือด
นอกจากนี้ได้บ่งสรรพคุณโดยไม่ได้ระบุว่าใช้ส่วนใด ดังนี้คือ แก้อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ดีพิการ แก้ปัสสาวะพิการ แก้คอแห้งกระหายน้ำ แก้ความดันโลหิตสูง กัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลำไส้ ลดไขมันในเลือด บำรุงโลหิต ลดอุณหภูมิในร่างกาย แก้โรคเบาหวาน แก้เส้นเลือดตีบตัน นอกจากใช้เดี่ยวๆ แล้ว ยังใช้ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรอื่น ใช้ถ่ายพยาธิตัวจี๊ด
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
โดยนำเอากลีบเลี้ยง หรือกลีบรองดอกสีม่วงแดง ตากแห้งและบดเป็นผง ใช้ครั้งละ 1 ช้อนชา (หนัก 3 กรัม) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วย (250 มิลลิลิตร) ดื่มเฉพาะน้ำสีแดงใส ดื่มวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการขัดเบาและอาการอื่นๆ จะหายไป
สารเคมี ดอก พบ Protocatechuic acid, hibiscetin, hibicin, organic acid, malvin, gossypetin คุณค่าด้านอาหาร: น้ำกระเจี๊ยบแดง มีรสเปรี้ยว นำมาต้มกับน้ำ เติมน้ำตาล ดื่มแก้ร้อนใน กระหายน้ำ และช่วยป้องกันการจับตัวของไขมันในเส้นเลือดได้ และยังนำมาทำขนมเยลลี่ แยม หรือใช้เป็นสารแต่งสี ใบอ่อนของกระเจี๊ยบเป็นผักได้ หรือใช้แกงส้ม รสเปรี้ยวกำลังดี กระเจี๊ยบเปรี้ยวมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า "ส้มพอเหมาะ" ในใบมี วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ส่วนกลีบเลี้ยงและกลีบดอก มีสารแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง น้ำกระเจี๊ยบแดงที่ได้สีแดงเข้ม สาร Anthocyanin นำไปแต่งสีอาหารตามต้องการ
โดยนำเอากลีบเลี้ยง หรือกลีบรองดอกสีม่วงแดง ตากแห้งและบดเป็นผง ใช้ครั้งละ 1 ช้อนชา (หนัก 3 กรัม) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วย (250 มิลลิลิตร) ดื่มเฉพาะน้ำสีแดงใส ดื่มวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการขัดเบาและอาการอื่นๆ จะหายไป
สารเคมี ดอก พบ Protocatechuic acid, hibiscetin, hibicin, organic acid, malvin, gossypetin คุณค่าด้านอาหาร: น้ำกระเจี๊ยบแดง มีรสเปรี้ยว นำมาต้มกับน้ำ เติมน้ำตาล ดื่มแก้ร้อนใน กระหายน้ำ และช่วยป้องกันการจับตัวของไขมันในเส้นเลือดได้ และยังนำมาทำขนมเยลลี่ แยม หรือใช้เป็นสารแต่งสี ใบอ่อนของกระเจี๊ยบเป็นผักได้ หรือใช้แกงส้ม รสเปรี้ยวกำลังดี กระเจี๊ยบเปรี้ยวมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า "ส้มพอเหมาะ" ในใบมี วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ส่วนกลีบเลี้ยงและกลีบดอก มีสารแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง น้ำกระเจี๊ยบแดงที่ได้สีแดงเข้ม สาร Anthocyanin นำไปแต่งสีอาหารตามต้องการ
กลุ่มพืชหอม เป็นยาบำรุงหัวใจ
เตยหอม
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pandanus amaryllifolius Roxb.
ชื่อสามัญ : Pandanus Palm , Fragrant Pandan , Pandom wangi.
วงศ์ : Pandanaceae
ชื่ออื่น : ปาแนะวองิง (มาเลเซีย-นราธิวาส)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวลักษณะแตกกอเป็นพุ่มขนาดเล็ก ลำต้นเป็นข้อ ใบออกเป็นพุ่มบริเวณปลายยอด เมื่อโตจะมีรากค้ำจุนช่วยพยุงลำต้นไว้ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนเป็นเกลียวขึ้นไปจนถึงยอด ลักษณะใบยาวเรียวคล้ายใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเป็นมัน เส้นกลางใบเว้าลึกเป็นแอ่ง ถ้าดูด้านท้องใบจะเห็นเป็นรูปคล้ายกระดูกงูเรือ ใบมีกลิ่นหอม
ส่วนที่ใช้ : ต้นและราก, ใบสด
ส่วนที่ใช้ : ต้นและราก, ใบสด
สรรพคุณ :
- ต้นและราก
- ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้กระษัย - ใบสด
- ตำพอกโรคผิวหนัง
- รักษาโรคหืด
- น้ำใบเตย ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น
- ใช้ผสมอาหาร แต่งกลิ่น ให้สีเขียวแต่งสีขนม
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
- ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ
ใช้ต้น 1 ต้น หรือราก ครึ่งกำมือ ต้มกับน้ำดื่ม - ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ
ใช้ใบสดไม่จำกัดผสมในอาหาร ทำให้อาหารมีรสเย็นหอม รับประทานแล้วทำให้หัวใจชุ่มชื่น หรือเอาใบสดมาคั้นน้ำรับประทาน ครั้งละ 2-4 ช้อนแกง - ใช้เป็นยาแก้เบาหวาน ใช้ราก 1 กำมือ ต้มน้ำดื่ม เข้าเย็น
สารเคมี : สารกลุ่ม anthocyanin
กลุ่มพืชถอนพิษ
รางจืด
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Thumbergia laurifolia Lindl.
วงศ์ : Acanthaceae
ชื่ออื่น : กำลังช้างเผือก ขอบชะนาง เครือเขาเขียว ยาเขียว (ภาคกลาง) คาย รางเย็น (ยะลา) จอลอดิเออ ซั้งกะ ปั้งกะล่ะ พอหน่อเตอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ดุเหว่า (ปัตตานี) ทิดพุด (นครศรีธรรมราช) น้ำนอง (สระบุรี) ย่ำแย้ แอดแอ (เพชรบูรณ์)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้เลื้อย/ไม้เถา เนื้อแข็ง ใบ ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปขอบขนานหรือรูปไข่ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนเว้า มีเส้น 3 เส้นออกจากโคนใบ ดอก มีสีม่วงอมฟ้า ออกเป็นช่อห้อยลงตามซอกใบ ใบประดับสีเขียวประแดง กลีบเลี้ยงรูปจาน ดอกรูปแตรสั้น โคนกลีบดอกสีเหลืองอ่อน เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ เกสรเพศผู้ 4 อันผล เป็นฝักกลม ปลายเป็นจะงอย เมื่อแก่แตกเป็น 2 ซีก
ส่วนที่ใช้ : ใบ ราก และเถาสด
ส่วนที่ใช้ : ใบ ราก และเถาสด
สรรพคุณ : รางจืดที่มีประสิทธิภาพ คือรางจืดชนิดเถาดอกม่วง
- รากและเถา - รับประทานแก้ร้อนใน กระหายน้ำ
- ใบและราก - ใช้ปรุงเป็นยาถอนพิษไข้ เป็นยาพอกบาดแผล น้ำร้อนลวก ไฟไหม้ ทำลายพิษยาฆ่าแมลง พิษจากสตริกนินให้เป็นกลาง พิษจากดื่มเหล้ามากเกินไป หรือยาเบื่อชนิดต่างๆ เข้าสู่ร่างกายโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เช่น ติดอยู่ในฝักผลไม้ที่รับประทาน เมื่ออยู่ในสถานที่ห่างไกล การนำส่งแพทย์ต้องใช้เวลา อาจทำให้คนไข้ถึงแก่ชีวิตได้ ถ้ามีต้นรางจืดปลูกอยู่ในบ้าน ใช้ใบรางจืดไม่แก่ไม่อ่อนเกินไปนัก หรือรากที่มีอายุเกิน 1 ปีขึ้นไป และมีขนาดเท่านิ้วชี้ มาใช้เป็นยาบรรเทาพิษเฉพาะหน้าก่อนนำส่งโรงพยาบาล (รากรางจืดจะมีตัวยามากกว่าใบ 4-7 เท่า) ดินที่ใช้ปลูก ถ้าผสมขี้เถ้าแกลบหรือผงถ่านป่น จะช่วยให้ต้นรางจืดมีตัวยามากขึ้น
วิธีใช้ :
- ใบสด สำหรับคน 10-12 ใบ
สำหรับวัวควาย 20-30 ใบ
นำใบสดมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำซาวข้าวครึ่งแก้ว คั้นเอาแต่น้ำดื่มให้หมดทันทีที่มีอาการ อาจให้ดื่มซ้ำได้อีกใน 1/2 - 1 ชั่วโมงต่อมา - รากสด
สำหรับคน 1-2 องคุลี
สำหรับวัวควาย 2-4 องคุลี
นำรากมาฝนหรือตำกับน้ำซาวข้าว แล้วดื่มให้หมดทันทีที่มีอาการ อาจใช้ซ้ำได้อีกใน 1/2 - 1 ชั่วโมง ต่อมา
คำเตือน : การใช้รางจืดสำหรับถอนพิษยาฆ่าแมลง ยาพิษและสตริกนินนั้น ต้องใช้ยาเร็วที่สุดเท่าที่จำทำได้ จึงจะได้ผลดี ถ้าพิษยาซึมเข้าสู่ร่างกายมากแล้ว หรือทิ้งไว้ข้ามคืน รางจืดจะได้ผลน้อยลง
กลุ่มพืชถอนพิษ
ว่านหางจระเข้
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aloe vera (L.) Burm.f.
ชื่อพ้อง : Aloe barbadensis Mill
ชื่อพ้อง : Aloe barbadensis Mill
ชื่อสามัญ : Star cactus, Aloe, Aloin, Jafferabad, Barbados
วงศ์ : Asphodelaceae
ชื่ออื่น : หางตะเข้ (ภาคกลาง) ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง 0.5-1 เมตร ลำต้นเป็นข้อปล้องสั้น ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนรอบต้น ใบหนาและยาว โคนใบใหญ่ ส่วนปลายใบแหลม ขอบใบเป็นหนามแหลมห่างกัน แผ่นใบหนาสีเขียว มีจุดยาวสีเขียวอ่อน อวบน้ำ ข้างในเป็นวุ้นใสสีเขียวอ่อน ดอก ออกเป็นช่อกระจะที่ปลายยอด ก้านช่อดอกยาว ดอกสีแดงอมเหลือง โคมเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 6 แฉก เรียงเป็น 2 ชั้น รูปแตร ผล เป็นผบแห้งรูปกระสวย
ส่วนที่ใช้ : วุ้นในใบสด ยางในใบ เหง้า
ส่วนที่ใช้ : วุ้นในใบสด ยางในใบ เหง้า
สรรพคุณ :
- วุ้นในใบสด
- บรรเทาอาการปวดศีรษะ
- รักษาแผลน้ำร้อนลวก ไฟไหม้
- ถอนพิษ แก้ปวดแสบปวดร้อน แผลเรื้อรัง - ยางในใบ - ทำยาดำ เป็นยาระบาย
- เหง้า - ต้มเอาน้ำรับประทาน แก้หนองใน
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
- บรรเทาอาการปวดศีรษะ
เลือกใบว่านหางจระเข้ที่อยู่ล่างสุด ใบสด 1 ใบ (เพราะมีตัวยามากกว่า) ฝานตามขวางใบ หนาประมาณ 1/4 ซม. ใช้ปูนแดงทาตรงเนื้อที่มีลักษณะคล้ายวุ้นสีขาวใสๆ แล้วเอาทางด้านปูนแดงปิดบนขมับ - รักษาแผลน้ำร้อนลวก ไฟไหม้ ถอนพิษ
ปอกเปลือกสีเขียวออก ล้างยางสีเหลืองออกให้หมด ขูดเอาวุ้นใสออกมาทาพอกบริเวณแผลที่ถูกไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวกให้ชุ่ม เปลี่ยนวุ้นทุกวันจนกว่าจะหาย ช่วยระงับความเจ็บปวดด้วยและป้องกันการติดเชื้อ ช่วยให้แผลหายเร็วและไม่เกิดแผลเป็น
** วุ้นว่านหางจระเข้ ยังใช้ทารักษาผิวไหม้ที่เกิดจากแดดเผาได้
ข้อควรระวัง : ก่อนใช้ว่านทดสอบดูว่าแพ้หรือไม่ โดยเอาวุ้นทาบริเวณท้องแขนด้านใน ถ้าผิวไม่คันหรือแดงก็ใช้ได้
วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
กลุ่มยาถ่ายพยาธิ
มะขาม
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tamarindus indica L.
ชื่อสามัญ : Tamarind
วงศ์ : Leguminosae - Caesalpinioideae
ชื่ออื่น : ขาม (ภาคใต้) ตะลูบ(ชาวบน-นครราชสีมา) ม่องโคล้ง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) อำเปียล (เขมร-สุรินทร์) หมากแกง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) ส่ามอเกล (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์: ไม้ต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่แตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกต้นขรุขระและหนา สีน้ำตาลอ่อน ใบ เป็นใบประกอบ ใบเล็กออกตามกิ่งก้านใบเป็นคู่ ใบย่อยเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบและโคนใบมน ดอก ออกเป็นช่อเล็กๆ ตามปลายกิ่ง หนึ่งช่อมี 10-15 ดอก ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีเหลืองและมีจุดประสีแดงอยู่กลางดอก ผล เป็นฝักยาว รูปร่างยาวหรือโค้ง ยาว 3-20 ซม. ฝักอ่อนมีเปลือกสีเขียวอมเทา สีน้ำตาลเกรียม เนื้อในติดกับเปลือก เมื่อแก่ฝักเปลี่ยนเป็นเปลือกแข็งกรอบหักง่าย สีน้ำตาล เนื้อในกลายเป็นสีน้ำตาลหุ้มเมล็ด เนื้อมีรสเปรี้ยว และหวาน
ส่วนที่ใช้ :
ส่วนที่ใช้ :
- เมล็ดในที่กะเทาะเปลือกออกแล้ว (ต้องคั่วก่อน จึงกะเทาะเปลือกออก)
- เนื้อหุ้มเมล็ด
สรรพคุณ :
- เมล็ด - สำหรับการถ่ายพยาธิตัวกลม พยาธิเส้นด้าย
- ใบ - ขับเสมหะ
- แก่น - ขับโลหิต
- เนื้อ - เป็นยาระบาย ขับเสมหะ แก้ไอ
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
- ถ่ายพยาธิ
ใช้เมล็ดในที่มีสีขาว 20-25 เมล็ดต้มกับน้ำใส่เกลือเล็กน้อย รับประทานเนื้อทั้งหมด 1 ครั้ง หรือคั่วให้เนื้อในเหลือง กะเทาะเปลือก แช่น้ำให้นิ่ม เคี้ยวรับประทานเช่นถั่ว - แก้ท้องผูกใช้เนื้อหุ้มเมล็ดคลุกเกลือรับประทาน ระบายท้อง
- แก้ไอ, ขับเสมหะใช้เนื้อในฝักแก่หรือมะขามเปียก จิ้มเกลือรับประทาน
สารเคมี :
- เนื้อในหุ้มเปลือก มี tartaric acid 8-18% invert sugar 30-40%
- เมล็ด มี albuminold 14-20% carbohydrate 59-65% semi-drying fixed oil 3.9-20% mucilaginous materal 60%
- เนื้อในหุ้มเปลือก มี tartaric acid 8-18% invert sugar 30-40%
- เมล็ด มี albuminold 14-20% carbohydrate 59-65% semi-drying fixed oil 3.9-20% mucilaginous materal 60%
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






